Ayyakanompung Journey

บทความในหัวนี้จะแตกต่างจะบทอื่นๆเล็กน้อยครับ เพราะผมจะเขียนสรุปเรื่องราวท่ได้เรียนรู้ มาลงในหัวข้อนี้ ไม่ใช่การสรุปหนังสือ แต่มันเหมือนการเขียนหนังสือของตัวเองมากกว่าครับ

เมื่อผมสมองไหม้

ช่วงที่เขียนบทนี้ เป็นช่วงที่ผมไร้สาระเหลวไหลมากเลยครับ
ก่อนหน้านี้ เวลาที่ผ่านมา ผมคิดว่าผมใช้มันไปกับการทำงานมาตลอด
.
แนะนำตัวก่อนนิดนึงครับ ผมเป็นนักออกแบบบอร์ดเกมครับ
กำลังจะออกเกมแรกในชีวิต ปลายปีนี้ ซึ่งทำให้ตอนนี้ผมยุ่งมาก
.
ผมจึงตัดสินใจพักการเขียนบทความออกไปก่อน
และตั้งใจจะ focus กับการวาดเกมทำเกมเต็มที่ครับ
.
เพราะจำนวนของงานที่ผมต้องวาด มันเยอะมาก
ในเวลาที่สั้นมาก รวมถึงผมเองก็มีงานในมหาลัย
ที่ต้องเคลียร์ เพื่อไม่ให้ติด F ด้วยครับ
.
ผมก็เลยใช้ปิดสมองเพื่อให้ focus กับเกมได้อย่างเต็มที่
เนื่องจากมันมี Priority สูงที่สุด
.
ทีนี้ หลังจากผมเคลียร์เกมไปแล้้วส่วนนึง
ผมก็อยากพักผ่อน อยากไหล นั่งเล่นมือถือ
.
และมันก็เป็นจุดเริ่มต้นของความ “ฉิบหาย” ครับ
ผมกลับไปติดมือถือ Dopamine hit, Doom scrolling
.
ล่าสุดผมนั่งปัดมือถือไปเกือบ 2 ชั่วโมง ทั้งๆที่งานยังมีอยู่
จนรู้สึกว่าตัวเองเริ่มใช้ไม่ได้แล้ว แต่ก็ไม่ได้อยากลุกมาแก้ไขอะไรครับ
.
จนมาถึงวันนี้ เป็นวัน Dead-line ของทุกอย่าง
ความจริงก็ชกหน้าผมว่า งานผมเยอะมากแค่ไหน
.
จนทำให้ผมต้องทำงานโต้รุ่ง เพื่อให้งานเสร็จทันเวลาครับ
อย่างไรก็ตาม ก็ต้องขอขอบคุณ podcast ของ พี่ Paul จาก
The GrowthLab ด้วยนะครับ
.
พอได้ฟังแล้ว ก็รู้สึกตัวเลยว่า ตอนนี้ผมสมองไหม้ไปแล้ว
ว่างไม่ได้ ต้องหยิบมือถือขึ้นมาปัด ไม่เคยปล่อยให้ตัวเองเบื่อ
.
ตอนนี้ผมลบ TikTok ออกไปแล้วครับ555555
ผมจะกลับมา Hustle อย่างมีระบบ และมีพลังต่อแล้ว
.
ยังไงก็ฝากการเดินทางของผมด้วยนะครับ
.
ป.ล. ผมจะบอกว่า เวลาทั้งหมดที่ผมใช้เพื่อเผาสมองตัวเอง
คือ 4 วันครับ มันทำผมหนักขนาดนั้น
.
ผมโฟกัสกับงานมาร่วมๆ 2 เดือน ที่ไม่วอกแวกเลย ดังนั้น
ใครที่รู้ตัวว่าตอนนี้ หัวกำลังไหม้อยู่ ก็กลับมาได้แล้วนะครับ
.
Dopamine hit มันน่ากลัวกว่าที่คิดมากครับ
สู้ๆครับทุกคน ผมก็จะกลับมาอ่านหนังสือแล้ว


สองด้านของเหรียญเดียวกัน

มีช่วงเวลานึง ที่บทความของผมไม่ขยับเลย
ผมเอาเวลาไปทดลองทำธุรกิจบอร์ดเกมคับ
.
ตอนนี้ก็ไปได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว
แต่ที่จะเขียนวันนี้ คือเรื่องที่ผมตกตะกอนมาได้ครับ
.
หลังจากที่ได้คุยกับคนหลากหลายคน
ที่ต้องเผชิญกับปํญหา “ไม่กล้าลองสิ่งใหม่”
.
หรือ “ไม่รู้ว่าต้องเริ่มจากตรงไหน” หรือ
“รู้สึกว่าตัวเองไมพร้อม หรือไม่เก่งพอ”
.
นี่ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับผมเมื่อ 2 ปีก่อนเหมือนกัน
เพราะเราก็ไม่รู้จริงๆว่า การจะพัฒนาตัวเอง มันคืออะไร
.
วันนี้ผมเลยอยากมาแชร์ วิธีที่ผมใช้ครับ
ก่อนอื่นเลย เราต้องเข้าใจกันก่อนว่า
.
ทุกพฤติกรรมที่เราทำ มีทั้ง
Input และ Output ครับ
.
ผมขอจำกัดความง่ายๆนะครับ
.
Input คือสิ่งที่เรากินเข้าไป
Output คือสิ่งที่เราย่อยแล้วอึออกมา
.
โดยแนวคิดนี้ ผมได้มาจาก
หนังสือ “Show your work” ครับ
.
ไอเดียคือว่า ยิ่งเรา Input มากขึ้น
เราก็จะทำ Output ได้ดีขึ้น
.
กลับกันครับ ถ้าเรา Output มากขึ้น
เราก็จะ Input ได้ดีขึ้นครับ
.
ว่ากันง่ายๆตามหัวเด็กศิลป์นะ
ยิ่งเราวาดเยอะ เรายิ่งเห็นเยอะและดีขึ้น
ยิ่งเราเห็นเยอะ เรายิ่งวาดเยอะแล้วดีขึ้น
.
ยิ่งเราเขียนเยอะ เรายิ่งอ่านได้เก่งขึ้น
ยิ่งเราอ่านเยอะ เรายิ่งเขียนได้เก่งขึ้น
.
เป็นสมการที่เรียบง่ายนะครับ
แต่มันทรงพลังมาก กับกาารฝึกอะไรซักอย่างนึง
.
เพราะผมเขียนดีขึ้นทุกครั้งที่อ่าน
และอ่านดีขึ้นทุกครั้งที่เขียนจริงๆครับ
.
หลังจากเวลาผ่านไปราวๆ 1-2 เดือน
ที่ผมได้รู้สมการนี้ ผมก็ตกตะกอนอะไรบางอย่างครับ
.
ว่าสมการนี้ ไม่ได้ใช้ได้แค่กับ
การเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ได้อย่างเดียวครับ
.
มันใช้กับแนวคิด และการดำเนินชีวิตทั่วไปได้เลย
ไอเดียคือ จากที่ผมคุยกับหลายๆคนที่ผ่านมา
.
เขาจะมีความ “ไม่มั่นใจ” “อยากได้โอกาสดีๆ” หรือ
“ยังไม่พร้อม” กับอะไรบางอย่างที่ขัดขวางเขาอยู่
.
พอมาสำรวจตัวเองในเดือนที่ผ่านๆมา
สิ่งที่พบคือ ช่วงแรกผมก็ “ไม่มั่นใจ“ เหมือนกัน
.
แต่ก็ฝืนหาโอกาสจนได้ แม้จะทำได้ไม่ดี
หลังจากนั้นมาเรื่อยๆกลายเป็นว่า
.
ผมมั่นใจขึ้น แล้วพอมั่นใจ ก็ได้โอกาสมากขึ้น
แล้วก็ยิ่งมั่นใจขึ้นไปอีก มันแข่งกันเขย่งครับ
.
ผมว่า เรื่องนี้สามารถปรับใช้กับเรื่องต่างๆได้นะครับ
ขอแค่ได้รู้ว่า Output และ Input ที่่คุณอยากให้เกิด
คืออะไร
.
ถ้าอยากได้ Input ลองหา Output ของสิ่งนั้น
ถ้าอยากทำ Output ลองหา Input ของสิ่งนั้น
.
แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม การจะใช้วิธีนี้
คุณต้องทั้ง Input และ Output อยู่เสมอนะครับ
.
ถ้าอย่างอ่านเก่งขึ้น ถ้าไม่เคยเขียนก็อยากหน่อย
ถ้าอยู่พูดเก่ง ไม่เคยฟัง ก็ยากหน่อยครับ
.
อยากมั่นใจ ถ้าไม่เคยทำอะไรสำเร็จ ก็ยากอยู่
พอนึกออกมั้ยครับ
.
อ่านถึงตรงนี้ ถ้ามี Input หรือ Output
ไหนที่คุณนึกออก ก็คอมเม้นท์ไว้ได้นะครับ
.
ถึงแม้ว่าแนวคิดมันจะดูเรียบง่าย
และชัดเจนมากอยู่แล้วก็ตาม
.
แต่ความเรียบง่ายนี่ครับ ที่ทรงพลัง
ขอบคุณมากครับ


คุณไม่เห็นต้องพยายามมากขนาดนั้นเลย

เมื่อ 5 ปีก่อน เป็นช่วงที่ผมเริ่มฝึกวาดรูป
การวาดรูปเป็นอะไรที่ไม่ง่ายเลยครับ
.
ผมเฟ้นหาวิธีการที่จะสามารถฝึกฝน
การวาดรูปให้เก่งได้อย่างก้าวกระโดด
.
กระทั่งไปเจอคำแนะนำของนักวาดคนนึง
เขาบอกว่า เขาใช้กฎ 80/20 ในการฝึก
.
ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรครับ ไม่เข้าใจด้วยซ้ำ
ผมจะหาแต่เทคนิคหรือวิชามารต่างๆที่ทำให้วาดสวยได้
.
ฝึกใช้ทุกเครื่่องมือ ประเภทเลเยอร์ต่างๆ
ฝึกเทคนิคการลงสี ทฤษฎีสี อื่นๆอีกมากมาย
.
ผมฝึกแบบนั้นอยู่ 3 เดือนครับ จนได้คำตอบว่า
มันไม่ช่วยเลยแม้แต่นิดเดียวครับ
.
จนรู้สึกไปเลยว่า การวาดรูป
คงไม่เหมะกับเราจริงๆนั่นแหละ
แล้วก็ไปใช้วิธีการเปลี่ยน mindset
ให้ตัวเองพอใจในฝีมือเท่าเดิมครับ
.
วันหนึ่ง ก่อนจะเริ่มเรียนมหาลัยครับ
ผมตัดสินใจไปเรียน Drawing พื้นฐาน
และ Product Design
.
ผมใช้เวลาฝึกพื้นฐานทั้งหมดใหม่
แสงเงา การใช้ตาดูในสิ่งที่คนปกติไม่เห็น
.
การร่าง Perspective ความเข้าใจระนาบ
ความเข้าใจระยะ ความเข้าใจสรีระร่างกาย
.
1 เดือนเท่านั้นครับ การวาดรูปของผม
เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
.
แต่ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรครับ ก็คิดว่า
เราคงตกตะกอนอะไรจากการวาดรูป
และคงเก่งขึ้นจากการผสมความสามารถ
.
จนผ่านมาเมื่อไม่นาน ผมได้ยินเรื่อง 80/20 อีกครั้ง
จนได้ตระหนักรู้ครับ ว่าผมเก่งขึ้นอย่างก้าวกระโดดได้อย่างไร
.
80/20 คือทฤษฎีที่บอกว่า 20% ของปัจจัย
คือ 80% ของผลลัพธ์ ยกตัวอย่างนะครับ
.
เพียง 20% ของพื้นที่ไร่ ออกผลผลิต
ถึง 80% จากทั้งหมด ให้เกษตรกร
.
เพียง 20% ของพนักงาน สร้างผลงาน
80% ให้กับบริษัท
.
เพียง 20% ของลูกค้า สร้างรายได้
80% ให้กับคุณ
.
นี่คือทฤษฎีของ 80/20 ครับ
ไอเดียคือ 3 เดือนที่ผ่านมา
ผมเอาเวลาไปใส่ใจกับ 80% ของเทคนิค
และได้รับผลลัพธ์เพียง 20% ของทักษะ
.
และ 1 เดือนนั้น ผมได้ลองเรียนรู้
20% ที่สำคัญจริงๆ แล้วมันส่งผลลัพธ์
เป็น 80% ของทักษะจริงๆครับ
.
ผมรู้นะครับว่าสำหรับคนที่ไม่เคยได้ยิน
ไอสิ่งนี้มันเชื่อยากครับ
.
แต่ผมใช้วิธีนี้ในการฝึกวิชาต่างๆครับ
ไม่ว่าจะเป็น การอ่าน การเขียน
การทำการตลาด การขาย
การออกแบบเกม
.
ผมจึงสามารถใช้ความพยายาม
เพียง 20% เพื่อได้มาซึ่ง 80%
ของผลลัพธ์
.
สิ่งนี้จะช่วยให้คุณไม่ต้องพยายามมากขนาดนั้น
แล้วเอาเวลา หรือความพยายามไปใส่ใน 20%
ที่มันสำคัญจริงๆ
.
เรื่องนี้คุณสามารถใช้ในการพัฒนา
ด้านต่างๆของทีม หรือองค์กรได้นะครับ
.
สิ่งที่คุณต้องทำ คือ Research ครับ
ว่าทักษะไหนที่สำคัญ พนักงานคนไหที่สำคัญ
ลูกค้าคนไหนที่สำคัญ ผลิตภัณฑ์ไหนที่สำคัญ
ความรู้ไหนที่สำคัญ ค้นหาใจความสำคัญของสิ่งต่างๆ
.
แล้วเอาความพยายามไปใส่กับเรื่องตรงนั้นมากกว่า
แล้วจะให้คนอื่น หรือเอาเวลว่างไปดูแลอีก 80% ที่เหลือก็ได้ครับ
.
ซึ่งมันจะทำให้คุณมีทักษะสำคัญในหัวข้อต่างๆได้ครับ
เพียงรู้แค่ 20% ของเนื้อหาทั้งหมด
จริงๆผมเองก็ว่าากพอแล้วที่จะเก่งด้านนั้นๆมากกว่าคนอื่น
.
ซึ่งมันจะผลักดันเรื่อง Skill-stacking
ของเหล่า Generalist อีกด้วยครับ
.
และมันก็ทำให้คุณเข้าสู่ตำแหน่ง
Doable Greatness จากหนังสือ วิชาเก่งปุบปับ
อีกด้วยครับ
.
โอเค จบแล้วครับ
ผมมองว่า 80/20 เป็นทฤษฎีที่เจ๋งนะครับ
แต่ผมก็อยากให้ทุกคนระวังไว้นิดนึงครับ
.
เรื่องบางเรื่อง แค่ 20% ก็ไม่พอจริงๆครับ
เช่นถ้าคุณพบลูกทีม 20% ที่สำคัญแล้ว
ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ใส่ใจ 80% ที่เหลือเลย
.
ขอบคุณมากครับ


© 2026 Ayya Kanonpung