The Little Book of Charity Journey

Intro

“คุณจะคิดได้ดีที่สุด…ตอนที่ไม่คิดอะไรเลย”

เล่มนี้เป็นหนังสือเล่มแรกที่หมีอ่านจบครับ ซึ่งตอนนั้นผมยังอ่านหนังสือไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ55555 หนังสือเล่มนี้ ตอนแรกหมีว่ามันจะเกี่ยวกับการคิดสร้างสรรค์ วิธีการเค้นไอเดีย แบบใช้สมองให้ครบ 100%

แต่หนังสือเล่มนี้ มันยิ่งกว่านั้นอีกครับ มันคือความกระจ่างที่แท้จริง ซึ่งถามว่า มันคืออะไรกันแน่ ไอความกระจ่างเนี่ย เอาตรงๆเลยนะครับ หมีก็ไม่รู้ครับ 55555 ตอนนั้นหมีอ่านเล่มนี้ไม่รู้เรื่องจริงๆ

แต่เท่าที่พอจับความได้ มันน่าเกี่ยวกับเรื่องของการปลดล็อค ให้ตัวเองเข้าสู่สภาวะลื่นไหล หรือที่เราเรียกกันว่า flow state นั่นแหละครับ เหมือนเขาจะบอกสิ่งที่ขัดขวางเรา กับสภาวะลื่นไหล และชี้นำวิธีเอามันออกไป

หมีมองว่าหนังสือเล่มนี้มีความนามธรรมสูงอยู่พอสมควร แต่หมีเชื่อว่า การที่หมีเริ่มเขียน แล้วอ่านหนังสือมากขึ้น หมีคงปราบหนังสือเล่มนี้ลงได้ มันคงเป็นการเดินทางที่ยาวนานน่าดูครับ

หมีจะพยายามอ่าน แล้วตีความ แล้วแบ่งปันให้ทุกคนนะครับ หมีมีความเชื่อว่า หนังสือเล่มนี้จะมอบความกระจ่างให้หมีได้จริงๆ เพราะเท่าที่จำได้ มันก็มีจุดที่เปลี่ยนวิธีคิดหมีไปพอสมควรเลย


บทที่ 1 : กระจ่าง

“กระจ่าง” จะเป็นคำที่คุณจะได้ยินบ่อยมาก ในตลอดที่การเดินทางนี้ มันจะเป็นคำที่ใช้นิยาม จังหวะ หรือความรู้สึก ในช่วงระยะเวลานึงในชีวิตของคุณ ที่คุณเคยประสบพบเอกับมันแล้ว

แล้ว ความ “กระจ่าง” มันคืออะไรกันแน่ ผู้เขียนได้ยกตัวอย่างมีดีมากครับ เขาบอกว่า ถ้าคุณไปถามความรู้สึกของนักพูดมือใหม่ ว่าบนเวีรู้สึกอะไร เขาจะตอบว่า กังวล กดดัน

กลับกัน ถ้าคุณถามนักพูดที่ผ่านมาหลายเวทีแล้ว เขาจะรู้สึกอะไร คำตอบที่คุณจะได้คือ “ไม่รู้สึกอะไรเลย” ระหว่างอ่านก่อนถึงจุดนี้ หมีก็พยายามสะท้อนกับตัวเองนะ

ว่า ขณะที่เราพูด ทุกสายตามองมาที่เรา เรารู้สึกยังไง ปรากฎว่า ตอนนั้นผมไม่ได้คิดอะไรเลยครับ มันเป็นความรู้สึกเหมือนเราแค่ปล่อยเวลาไหลผ่าน โดยไม่ตั้งคำถามกับความสามารถของตัวเองในการพูดเลย

มันไม่เหมือนกับความรู้สึกมั่นใจ หรือเชื่อใจนะครับ มันแค่ไม่รู้สึกอะไร ไม่สงสัยว่าเราจะทำได้มั้ย ไม่สงสัยว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ ถ้าความรู้สึกที่บรรยายได้ใกล้เคียงเคียงที่สุด คงเป็นสภาวะลื่นไหล หรือ Flow นั่นแหละครับ

หนังสือเล่มนี้ ดูเหมือนจะเป็นหนังสือที่สร้างเสริม หรือสอนเทคนิควิธีคิดนะครับ ตอนแรกหมีก็คิดแบบนั้น แต่ผิดถนัด หนังสือเล่มนี้ แทบไม่ได้สอนวิธีคิด หรือเทคนิคใหม่ๆเลยครับ

แต่เขาพูดถึง การงัดเอาทักษะทั้งหมดของคุณมาใช้ มันไม่เชิงเกี่ยวข้องกับทฤษฎีใช้สมอง 100% อะไรเทือกนั้นนะครับ แต่มันคือกันทำลายสิ่งที่ขวางกันคุณกับความสามารถของคุณมากกว่า

เขาบอกว่า ความกระจ่าง จะเกิดขึ้น เมื่อสิ่งที่ปนเปื้อน ที่ลบออกไปจากความสามารถของคุณ คุรไม่ได้เพิ่มความสามารถนะครับ คุณแค่ลบสิ่งที่ปิดบังมันไว้อยู่

ซึ่งการทำแบบนั้น มันจะทำให้คุณสร้างสรรค์ขึ้น มั่นใจขึ้น ตัดสินใจได้ดีขึ้น ปลอดโปร่งและยืดหยุ่นขึ้น โดยคุณไม่ต้องพยายาม ฟังดูวิเศษมั้ยครับ ไม่ต้องฝึกอะไรเพิ่ม แต่สามารถเกิดผลลัพธ์ได้เลย

ว่ากันตามภาษาหมี ความกระจ่างคือ Flow และตอนนี้ เราจะมาทำให้คุณ เกิดสภาวะ Flow อยู่ตลอดเวลา โดยไม่ต้องพยายาม แบบนี้ เข้าใจง่ายขึ้นมั้ยครับ



ทีนี้ เรารู้แล้วว่าทำไมต้อง “กระจ่าง” แล้วเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้จะบอกอะไรบ้าง
1. มุมมองที่ปนเปื้อน
2. เครื่องมือล้างความปนเปื้อน
3. วิธีที่ปนเปื้อน

1. มุมบองที่ปนเปื้อน คือ อะไร ว่ากันง่ายๆครับ คนเรามักมองว่า ความรู้สึก หรือสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณ มันมาจากสิ่งเล้าภายนอก แต่ที่จริงแล้วมันผิดครับ ความรู้สึก มันเกิดขึ้นจากภายในสู่ภายนอกต่างหาก

หนังสือเล่มนี้ จะมอบเลนส์มองทะลุให้คุณ คุณจะสามารถ มองความรู้สึกต่างๆออก โดยไม่ปนเปื้อน

2. เครื่องมือล้างความปนเปื้อน พูดว่าเครื่องมือ ก็ไม่ใช่ซะทีเดียวนะครับ มันคือสิ่งที่คุณมีกันอยู่แล้ว ไอเดียคือแบบนี้ครับ ร่างกายมีวิธีขจัดสิ่งปนเปื้อนที่เข้ามาอยู่แล้ว ไม่ต่างกับการรักษาแผลถลอกครับ

มันมีวิธีฟื้นฟูอยู่แล้ว ขอเพียงแค่คุณไม่ทำให้ความคิด ความสามารถคุณ ปนเปื้อนเพิ่มขึ้น ก็เพียงพอแล้ว ที่จะทำให้คุณพบกับ “ความกระจ่าง”

ตอนหมีฝึกวาดรูป มันมักจะมี หนึ่งปรากฎการณ์ ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนรู้สึกว่ามันน่าสนใจ นั่นคือ เมื่อหมีฝึกวาดไปถึงจุดนึง ที่เริ่มเครียด และใส่ใจกับการวาดรูปเอามากๆ จนทำให้หมีเหนื่อย แล้วก็พักการฝึกไป

หลังจากกลับมาฝึกใหม่ในอีก 3-5 เดือนหลังจากนั้น สิ่งที่ค้นพบคือ หมีเก่งกว่าก่อนเลิกฝึกไปเยอะมาก แล้วมันก็วนแบบนี้ซ้ำๆ จนรู้สึกว่า นี่แหละ คงเป็นตัวอย่างของความกระจ่างที่ดี

เพราะมันคือความสามารถของหมี ที่ไม่มีสิ่งปนเปื้อนแล้ว

3. วิธีที่ปนเปื้อน ข้อสุดท้ายที่น่าสนใจมากๆครับ ตอนเวลาที่ผ่านมา หมีโหยหาความรู้สึกของสภาวะลื่นไหล ความมั่นใจ ความคิดสร้างสรรค์ มาโดยตลอด หมีพยายามคิดบวก หาเทคนิคกระบวนการคิด แต่ก็ยากมากที่จะไปถึงจุดนั้น

ในหนังสือเล่มนี้ บอกว่าผมทำผิดมาโดยตลอดครับ สิ่งเหล่านั้นคือภายนอก ถ้าจะมีความกระจ่าง มันต้องออกมาจากภายในครับ (อย่างที่หมีบอกไปโพสต์ก่อน หนังสือเล่มนี้มันแอบ Abstract หน่อยๆ)

สุดท้ายแล้วครับ มีประโยคนึงที่เปลี่ยนแนวคิดหมีไปหนึ่งขยัก ตั้งแต่การอ่านครั้งที่แล้ว นั่นคือ การที่คุณจะหลุดจากกับดักได้ อย่างแรกคุณต้องรู้ตัวอยู่คุณติดกับดักอยู่

มันทำให้หมีตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัวทั้งหมด ว่าตอนนี้ หมีติดกับอะไรอยู่รึป่าว

หน้าแรกๆของหนังสือเล่มนี้ก็ประมาณนี้ครับ หมีจะบอกว่า เล่มนี้มันตอบโจทย์หมีตอนนี้พอดีเหมือนกันนะครับ ตอนนี้หมีงานเอยะจนหัวหมุนมาก แล้วรู้สึกเหมือนจะแก้ปัญหาต่างๆรอบตัวไม่ได้เลย


บทที่ 2 : วิธีที่คุณใช้หาในการความสุขคืออะไร

เรื่องที่จะได้อ่าน หลังจากนี้ อาจฟังดูเข้าใจยากซักนิดนะครับ ก่อนที่คุณจะอ่านต่อ หมีอยากให้ตอบคำถามนี้ในคอมเม้นท์ก่อนเลยนะครับ คุณคิดว่า “วิธีที่คุณใช้ในการหาความสุข คืออะไร” เดี๋ยวหมีจะรออ่านนะครับ

สำหรับหมี หมีจะบอกว่า หมีจะมีความสุขเมื่อหมีได้เล่นบอร์ดเกมที่ชอบ หรือทำอะไรประสบความสำเร็จสักอย่าง จริงๆทุกคนก็มีสถานการณ์ที่สร้างความสุขอยู่บ้าง ถูกมั้ยครับ

แต่นี่แหละครับ คือกับดักห่วงเบอเร่อ ที่ดักจับคนมาแล้วทั้งโลก เพราะความเชื่อนี้ มันทำให้เราผูกมัด เอาความสุข ความสำเร็จ ความมั่นใจ และทุกๆอย่าง ไปผูกกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายนอกทั้งสิ้น

ตัวอย่างนะครับ “ผมจะมีความสุขมาก ถ้าได้เกียรตินิยมอันดับ 1” หรือ “ผมจะมีความมั่นใจมาก ถ้าผมมีเงิน” พอเห็นภาพมั้ยครับ คำถามที่น่าสนใจคือ “ถ้าไม่ได้เกียรตินิยมอันดับ 1 จะมีความสุขได้มั้ย?”

มาถึงตรงนี้คงมีความเห็นแย้งพอสมควรครับ ว่ายังไงการ Achieve อะไรซักอย่าง มันก็ทำให้มีความสุขได้มากกว่าอยู่แล้ว หมีเข้าใจดีครับ การคิดในมุมมองนั้นก็ไม่ผิด แต่การที่เราสร้างข้อผูกมัดไว้แบบนี้

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เส้นทางก่อนที่คุณจะ Achieve ปัญหาที่คุณต้องแก้ ความคิดหวังที่คุณต้องแบก นี่ยังไม่ได้พูดถึงกรณีที่ล้มเหลวนะครับ สิ่งเหล่านั้นนั่นแหละครับ ที่จะทำให้คุณไม่มีความสุข

มิหนำซ้ำ ยังเกิดความเครียด วิตกกังวล ฟุ้งซ่าน และอื่นๆอีกมากมาย ในระหว่างทางอีกด้วย อย่าเข้าใจผิดนะครับ หมีไม่ได้กำลังจะบอกว่า “ไม่ต้องคาดหวังเกียรตินิยมอันดับ 1 นะครับ” หมีแค่อยากให้ลองมองทะลุสิ่งนั้นเข้าไปอีก

หาจุดใต้ตำตอของเหตุผล ที่ทำให้คุณมีความสุข หลังจากได้ Achieve บางอย่างแล้ว คุณจะค้นพบว่า ความสุขเหล่านั้นที่ได้มา แท้ที่จริง มันแทบไม่ได้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่คุณ Achieve มันเลย

ลองใคร่ครวญกับสิ่งนี้ดูซักครู่ครับ คิดไปถึงสิ่งที่จะทำให้คุณมีความสุข และหาเหตุผลที่มันทำให้คุณมีความสุขได้ และตั้งคำถามกับมันไปเรื่อยๆ ดำดิ่งกับคำตอบของคุณดูครับ

สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับแง่ของความสุขนะครับ ความมั่นใจ ความสำเร็จ ความรัก ความสบายใจ ความสงบ ความอบอุ่นหัวใจ รวมไปถึง ความเครียด ความวิตก ความกังวล ถ้าคุณดำดิ่งลงไปหามัน คุณก็จะมองทะลุ เห็นถึงเหตุของมันจริงๆ

พอรู้แบบนี้แล้ว เรายังอยากผูกความสุขของเรา ไว้กับเกียรตินิยมอีกมั้ยครับ นี่แหละครับ Concept ของ “สิ่งปนเปื้อน” ในหนังสือเล่มนี้

ทั้งหมดนี้เป็นความเข้าใจของหมีล้วนๆนะครับ หมีว่าหนังสือเล่มนี้กำลังจะเปลี่ยนความคิดหมีไปอย่างสิ้นเชิง หมีอยากให้ทุกคนลองอ่านกันดูนะครับ แต่ก็อย่างที่ว่า สารที่เล่มนี้จะสื่อ มันออกจะนามธรรมนิดนึง

หมีก็พยายามจับจดสิ่งที่ฟุ้งๆคลุ้งๆ นี้ให้กลายเป็นบทความ แล้วหยิบยื่นให้ทุกคนแล้วครับ แต่สำหรับบางกรณีหมีก็ต้องให้ทุกคนลองใคร่ครวญด้วยตัวเอง เพราะเนื้อหาบางชนิด มันเล่าเป็นภาษาไม่ได้จริงๆครับ


บทที่ 3 : ฟังโดยสัญชาตญาณ

สวัสดีครับ ปกติในเพจผมจะบันทึกการอ่านหนังสือของผม เพื่อจะได้เรียบเรียงและทำความเข้าใจมันให้ได้มากขึ้น แต่วันนี้ สำหรับ The little book of clarity ในช่วงที่ผมอ่านถึง ไม่ได้มีอะไรที่หวือหวามากนักนะครับ

วันนี้เลยมีประเด็น ที่ขัดแย้งกันอยู่ในตัวผม ก็เลยอยากมาชวนคุยแทนครับ แต่ก่อนอื่น ขอว่าถึงเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ก่อนนะ ที่จะเป็นเหมือนจุดสำคัญในประเด็นหลังจากนี้ด้วยครับ บทนี้พูดถึงการเข้าใจ โดยสัญชาตญาณครับ

โดยธรรมชาติแล้ว การเรียนรู้ของมนุษย์มักใช้สัญชาตญาณครับ นับตั้งแต่ตอนเราฝึกพูด แต่เมื่อเราโตขึ้น “สิ่งปนเปื้อน” ทางความคิดก็มากขึ้น ทั้ง ภาษา กฎเกณฑ์ อคติ แบบแผน มันบดบังวิสัยทัศน์ของการเรียนรู้ครับ

ผู้เขียนหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาพูด เพื่อที่จะให้เรา เข้าใจบทต่อๆไปของเนื้อหา ที่ไม่ได้ผ่านตรรกะในสมอง อย่าพึ่งเข้าใจผิดนะครับ ผมไม่ได้บอกว่าให้เราอ่านแบบผ่านๆ หรืออะไรแบบนั้นนะครับ

การอ่านแบบที่คุณ Jamie Smart จะนำเสนอคือ การอ่านแบบซึมซับครับ โดยทั่วไป เราจะอ่าน ฟัง หรือดูอะไรบางอย่าง เรามักจะคิดอยูตลอด ว่าสิ่งนี้เชื่อได้มั้ย สมเหตุสมผลมั้ย หรือมันตรงกับชีวิตเราอย่างไรบ้าง

การทำแบบนั้น จะทำให้คุณไม่ได้มองทะลุเนื้อหาเหล่านั้นอย่างแท้จริงครับ ฉะนั้น การอ่านแบบซึมซับคือ การที่เราปล่อยให้หนังสือมีอิทธิพลกับเราโดยตรง ทำตัวสบายๆ แล้วปล่อยให้ข้อมูลผ่านเข้ามา แล้วคุณเข้าใจมันด้วยตัวคุณเอง



เอาล่ะครับ เนื้อหาของวันนี้จริงๆจบตรงนี้ครับ เหมือนเป็นส่วนปูทางให้เรื่องถัดๆไปที่เขาจะนำเสนอ เพราะเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ ค่อนข้างนามธรรมพอสมควร และนี่แหละ คือสิ่งที่ผมก็ความขัดแย้งในหัว

ก่อนอื่น สำหรับคนที่ยังไม่เคยได้อ่านบทความของผม 2 อันแรกนะครับ หนังสือเล่มนี้ นำเสนอเกี่ยวกับการไม่ผูกมัด เอาความสุข ความสำเร็จ ไปไว้กับสถานการณ์ภายนอก

เพราะสิ่งเหล่านั้น จะเกิดจากภายในสู่ภายนอกโดยธรรมชาติของมันอยู่แล้ว ฉะนั้น สิ่งที่คุณผูกมัดเอาไว้ เช่น คุณจะประสบความสำเร็จ เมื่อคุณมีเงิน จึงเป็นสิ่งที่ผิด เพราะความรู้สึกว่าประสบความสำเร็จ ไม่ได้เกี่ยวกับเงินมาตั้งแต่แรกแล้ว

หากใครอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติม ก็เข้าไปดูในเพจผมต่อได้เลยนะครับ ทีนี้ ไอเดียมันก็ฟังดูดีนะครับ และสมเหตุสมผลดีด้วย แต่มันดันไปขัดแย้งกับแนวคิดของ start with why ที่ผมเข้าใจ (ในแง่ของการใช้ชีวิต)

พูดกันแบบนี้ก่อนนะครับ ว่าผมเองก็ไม่ได้แตกฉานในศาสตร์ของ start with why ขนาดนั้น ผมแค่ชอบจะให้เหตุผลกับการกระทำในสิ่งต่างๆอยู่เสมอ ว่าผมทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ไปทำไม และผมเชื่อว่า สุดท้ายแล้ว ทุกเหตุผลมันจะย้อนกลับมาหา why ในชีวิตของผม

ถึงแม้ว่าตอนนี้ผมยังหา why ขอตัวเองไม่เจอก็ตามนะครับ ทีนี้ พอผมลองเอาชุดข้อมูลของทั้งสองเรื่องนี้มาเปรียบเทียบกันแล้ว สำหรับ Jamie Smart การที่เรามี why แล้วทำให้เราสามารถทำสิ่งๆหนึ่งไปได้โดยไม่ฝืน

มันนับเป็นสถานการณ์ภายนอกหรือไม่? ซึ่งเท่าที่ผมเข้าใจ คือใช่ครับ มันเป็นสถานการณ์ภายนอก ยกตัวอย่างนะครับ “ผมจะมีความุขมาก หากผมสามารถทำให้ทุกคนในประเทศ มีสิทธิที่จะได้รับการศึกษาที่เท่าเทียมกัน”

สิ่งนี้มันดูเป็นสิ่งผูกมัดภายนอกนะครับ เพราะมันคือการเอาความสุข ไปผูกกับสิทธิด้านการศึกษาของทุกคนในประเทศ ผมก็เลยมานึกสงสัยครับ ว่าทำไมสองแนวคิดนี้ถึงขัดแย้งกัน

แน่นอนว่าทั้งสองแนวคิดนี้ มีเหตุผล และเป็นสิ่งที่น่าสนใจและเอาไปปรับใช้ครับ แต่พอมันเกิดความขัดแย้ง ผมก็ทนไม่ได้ที่จะตั้งคำถาม และหลังจากที่ได้แลกเปลี่ยนกับคนอื่น และตกตะกอนด้วยตัวเอง

ผมตีความมันได้ 2 กรณีครับ (เท่าที่ผมนึกออกนะครับ)
1. มันไม่ใช่การผูกมัดในทำนองเดียวกัน
2. มันเป็นเหตุผลจากภายใน



กรณีที่ 1 มันไม่ใช่การผูกมัดในทำนองเดียวกัน

การผูกมัดของ The little book of clarity มันคือปิดกั้นความคิด ที่ไม่ได้ทำให้คุณเห็นใจความสำคัญจริงๆ แต่ในแง่ของ start with why มันอาจไม่ใช่การผูกมัดแบบนั้น

แต่มันคือการวางเหตุผลในความต้องการ และการตัดสินใจทำสิ่งต่างๆในชีวิต ไม่ใช่การทำเราเอาความสุข ความสำเร็จไปผูกไว้กับมัน ในกรณีนี้ผมว่ามันก็พอเข้าใจได้นะครับ แต่มันก็ยังมีช่องว่างให้ตั้งคำถามอยู่บ้าง

กรณีที่ 2 มันเป็นเหตุผลจากภายใน

ในความหมายคือ เหตุผลในการตัดสินใจ และความต้องการต่างๆใน start with why เป็นสิ่งเดียวกันกับสัญชาตญาณและแนวคิดความกระจ่าง ของ The little book of clarity ครับ

ฟังดูอาจจะนามธรรมอยู่บ้างนะครับ ผมเคยได้ยินมาจากเพื่อน ที่ทำเพจ Monkey Business ธุรกิจแบบลิง ว่าเมื่อเราเติมเต็มความสุขในแก้วเราแล้ว เราจะอยากเอาไปให้คนอื่น ตามสัญชาตญาณ และนั่นก็เป็นทั้ง Why และไม่ใช่การผูกมัด

ผมว่ากรณีมันสมเหตุสมผลที่สุดแล้ว เท่าที่ผมจะคิดได้ นี่แหละครับ ความขัดแย้งของไอเดียที่ผมพูดถึง ผมตีความออกมาประมาณนี้ ยังไงผมก็อยากฟังจากทุกๆคนนะครับ

เพราะผมเองก็ใหม่มากทั้งการอ่านและการเขียน อาจจะมีแนวคิดที่ยังไร้เดียงสาอยู่บ้าง ถ้ารบกวนใจใครก็ขออภัยด้วยนะครับ ถ้ามีอะไรอยากแนะนำก็จะขอบคุณมากๆเลยนะครับ


บทที่ 4 : สามเหลี่ยมของ Kanizsa Triangle

ก่อนที่เราจะก้าวข้ามไปสู่ความกระจ่าง และลบล้างสิ่งปนเปื้อนออกไป มีสิ่งนึงที่สำคัญมาก ที่เราต้องเข้าใจครับ ผมเรียกว่า มันเหมือนการเบิกเนตรอีกทีนึงเลย

ต่อบอกก่อนว่าเนื้อหาต่อไปนี้ จะค่อนข้างนามธรรมนะครับ และผมรู้สึกว่ามัน ธรรมะ หน่อยๆด้วย นั่นคือ เรื่องของการรับรู้ครับ โดยทั่วไปแล้ว เราจะมีความเข้าใจแต่เดิมว่า การรับรู้คือ ตาเห็น หูได้ยิน จมูกได้กลิ่น และอื่นๆอีกมากมายครับ

แต่การรับรู้จริงๆ มันมีความซับซ้อนกว่านั้นนิดหน่อย

การรับรู้จริงๆนั้นมันคือกระบวนการการสร้าง และรับรู้ไปพร้อมๆกัน คุณ Jamie Smart ยกตัวอย่างเป็นความฝันครับ ว่าในทุกๆคืน สมองเราสร้างความฝันขึ้น พร้อมกับที่เรารับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในฝัน

หรือถ้าใครยังนึกภาพไม่ออก ลองดูภาพสามเหลี่ยมคานิสซาดูครับ สมองเราสร้างสามเหลี่ยมขึ้นมา แล้วก็รับรู้ถึงการมีอยู่ของมันไปพร้อมๆกัน สิ่งที่น่าสนใจคือ สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับความฝัน หรือ สามเหลี่ยมคานิสซานะครับ

มันเกิดขึ้นกับการรับรู้ทุกประเภทที่คุณนึกออก ไม่ความจะเป็นความคิด ความฝัน จินตนาการ หรือแม้กระทั่งประสาทสัมผัสทั้งหมดของคุณ ผมขอใช้สามเหลี่ยมอันนี้ อธิบายปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นนะครับ

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเมื่อคุณมองที่สามเหลี่ยมคานิสซา คือ ตาของคุณมองเห็นวงกลมแหว่ง 3 อัน และเส้นตรงมุมแหลม อีก 3 เส้น ดวงตาส่งข้อมูลชุดนี้ให้สมอง ทีนี้ สมองของคุณ กำลังสร้างรูปทรงที่เหมาะสม และเป็นไปได้สูงที่สุด ที่จะอยู่ข้างในรูปนี้ พร้อมๆกับที่มันรับรู้

นั่นแปลว่า สิ่งที่คุณรับรู้นั้น ไม่ใช่ข้อมูลชุดดั้งเดิมจากประสาทสัมผัสคุณ แต่มันผ่านการปรุงแต่งของสมอง พร้อมกับที่มันรับรู้ อันนี้คิดกระบวนการการรับรู้ และการคิดครับ

ผมว่า นี่แหละ คือสิ่งที่เข้าใกล้กับคำว่า สมมติ ในทางธรรมะ แต่พูดกันแบบนี้ก่อนนะครับว่า ผมเองไม่ได้มีความรู้เรื่องธรรมะมากมาย เอาจริงๆ คือแทบไม่รู้เลยครับ ผมเลยตีความสิ่งนี้ เป็นคำว่าสมมติ เพื่อให้การศึกษาธรรมะ เป็นไปได้อย่างราบรื่น

หากสิ่งที่ผมคิด มันผิดพลาดประการใด สามารถแก้ไข้ที่ใต้คอมเม้นท์ได้นะครับ จะเป็นพระคุณอย่างมาก

โอเคครับ มาว่ากันต่อ ว่าเราจะรู้เรื่องนี้ไปเพื่ออะไร แล้วเราสามารถแก้ไขขั้นตอนตรงนี้ออกไปได้รึป่าว คำตอบคือ ไม่ได้ครับ มันเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นมาพร้อมตัวคุณ ไม่ใช่ทักษะ หรือ ข้อผิดพลาดทางความคิด

ฉะนั้น การได้รู้สิ่งนี้ จะช่วยให้คุณเริ่มมองทะลุภาพลวงตาที่สมองคุณสร้างขึ้น และตั้งข้อสังเกตกับสิ่งเหล่านั้น ว่ามันจริง หรือมันเป็นสิ่งที่สมองคุณสร้างขึ้น

มันจะทำให้คุณเริ่มมองเห็นสิ่งปนเปื้อนทางความคิด และเข้าใกล้ความกระจ่างได้มากขึ้น


บทที่ 5 : เรื่องพื้นๆ

บทที่ผ่านๆมา เราได้รู้ถึงความสำคัญของความกระจ่าง รวมถึงรูปแบบของสิ่งปนเปื้อนกันไปแล้วนะครับ
แต่บทที่ผ่านมา มันเป็นเนื้อหาที่ค่อนข้างจับต้องยากไปซะหน่อย ถึงตอนนี้ ผมเลยจะมาอธิบายทฤษฎีที่จะเป็นรูปธรรมขึ้นมานิดนึง

การที่เราได้รู้ถึงหลักการและทฤษฎีของอะไรบางอย่าง
อาจจะไม่ได้การันตีว่าคุณจะแตกฉานในศาสตร์นั้นๆได้นะครับ
แต่อย่างน้อย มันก็จะสร้างผลกระทบต่อสิ่งต่างรอบตัวคุณอย่างใหญ่หลวง

ยกตัวอย่างนะครับ

โดยทั่วไปแล้ว ถ้าเราจะเลือกกินอาหารกลางวันซักมื้อนึง
เราก็ต้องเลือกกินอะไรก็ได้ที่ถูกปาก ถูกต้องมั้ยครับ

แต่เมื่อเราได้รู้หลักการการทำงานของร่างกาย ระบบย่อยอาหาร หรืออื่นๆ คุณก็จะเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมการกินของตัวเองไป

โดยเฉพาะกับคนที่เคยอ่าน Ultra-Processed People แล้ว ก็ยิ่งเห็นภาพชัด

การรู้เรื่องระบบร่างกายเบื้องต้น ไม่ได้ทำให้คุณเป็นหมอนะครับ แต่มันจะสร้างผลกระทบต่อการตัดสินใจของคุณอย่างมหาศาล
คุณจะเริ่มทำอะไรบางอย่าง ที่คุณไม่มีวันคิดได้หากไม่เข้าใจหลักการ

ทีนี้ พอเข้าใจความสำคัญของมันแล้วนะครับ ดังนั้น
การเข้าใจหลักการเบื้องต้นของความกระจ่าง

ก็จะทำให้คุณเขยิบเข้าไปใกล้มันได้มากขึ้น หรืออย่างน้อย
คุณก็จะเริ่มมีพฤติกรรมที่เหมาะสม หรือทัศนคติที่บริสุทธิ์มากยิ่งขึ้น

ก่อนจะเข้าเรื่อง ขอ recap อีกนิดนึงเกี่ยวกับสิ่งปนเปื้อนนะครับ
สิ่งปนเปื้อนนั้นหมายถึง การที่คุณมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณ
มาจากสิ่งเร้าภายนอก ไม่ได้มาจากตัวคุณเอง

ซึ่งนั่นเป็นมุมมองที่ผิดมหัน คุณมีความสุข มั่นใจ เครียด สงบ ทั้งหมดนี้ได้ ด้วยตัวคุณเอง
สิ่งเร้าภายนอกไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องเลย

การเข้าใจหลักการของสิ่งปนเปื้อน มันจะทำให้คุณเข้าใจหลักการของความกระจ่างได้ง่ายขึ้น
เท้าความมาตั้งยืดยาว เรามาพูดถึงส่วนสำคัญของบทนี้กันดีกว่าครับ



หลักการของความกระจ่างนั้นง่ายมาก นั่นคือ คุณมีทุกอย่างที่คุณต้องการอยู่แล้วครับ
มันอาจจะฟังดูขายฝันนะครับ แต่ทั้งความสุข ความมั่นใจ ความสงบ ความสร้างสรรค์

สิ่งเหล่านั้นมันล้วนติดตัวคุณมาแต่แรกแล้วนะครับ
แค่มันถูกบดบังไปด้วยสิ่งปนเปื้อนแค่นั้นเอง

ถ้าเกิดว่าคุณเข้าถึงความกระจ่าง สิ่งเหล่านี้จะปรากฎขึ้นมาเอง
โดยไม่ต้องฝืนเลยครับ

เพราะว่าคุณมีมันอยู่แล้ว แค่ไม่เคยมองเห็นมันเลยตั้งแต่แรก พอเห็นภาพมั้ยครับ

แล้วรู้แบบนี้แล้ว เราจะเข้าถึงความกระจ่างได้อย่างไร?
สิ่งปนเปื้อนจะเอามันออกยังไง?

มันดูเป็นเรื่องยากนะครับ อารมณ์เหมือนการพยายามจะนึกรสชาติของเห็ดทราฟเฟิล ทั้งๆที่คุณเคยกินมาก่อน

แต่ผมมีข่าวดีครับ สมองของคุณ มีความสามรถในการล้างสิ่งปนเปื้อนออกไปตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
เหมือนการสมานแผลถลอก หรือการฆ่าเชื้อของภูมิคุ้มกันนั่นแหละครับ

ถ้าความกระจ่างคือการทีร่างกายแข็งแรงไม่ป่วย แล้วร่างกายคุณก็ฆ่าแบคทีเรีย (สิ่งปนเปื้อน) อยู่ตลอดเวลา
แล้วมันจะมีวิธีไหนที่ทำให้หายป่วยเร็วขึ้นล่ะครับ

สิ่งที่คุณต้องทำ ก็แค่ไม่รับเชื้อแบคทีเรีย (สิ่งปนเปื้อน) เพิ่มแค่นั้นเองครับ มองทะลุสิ่งปนเปื้อนออกไปให้ได้
และหลังจากนั้น ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของร่างกาย และระบบภูมิคุ้มกันทางความคิด จัดการตัวมันเอง

สรุปสั้นๆ เกี่ยวกับบทนี้นะครับ
1. การเข้าใจหลักการของสิ่งต่างๆแม้เพียงเบื้อต้น จะเปลี่ยนแปลงความคิด และมุมของคุณอย่างสิ้นเชิง
2. ความกระจ่าง ความสุข สงบ มั่นใจ ยืดหยุ่น สร้างสรรค์ ติดตัวคุณมาตั้งแต่เกิด แต่คุณมองมันไม่เห็น เพราะสิ่งปนเปื้อนมันบังอยู่

เนื้อหาที่ผมเก็บเกี่ยวมาได้ก็ประมาณนี้ครับ ผมเองมองว่าบทนี้ทำให้ “ความกระจ่าง” กระจ่างขึ้นเยอะเลย
มันทำให้ผมเริ่มรู้สึกว่าว่ามันจับต้องได้ และไม่ใช่ไอเดียเชิงนามธรรมอีกต่อไป


บทที่ 6 : อย่าคิดไปเอง

จากบทก่อนๆ เราจะเริ่มได้เรียนรู้เกี่ยวกับความกระจ่างไม่ซะเยอะ
วันนี้เราจะมันทำความเข้าใจสิงปนเปื้อนให้มากขึ้นกันครับ

ก่อนอื่น ทวนความเข้าใจเกี่ยวกับ “สิ่งปนเปื้อนกันก่อน”
สิ่งปนเปื้อนคือความคิดที่จะพาเราออกจากความกระจ่างนั่นเอง

ส่วนความกระจ่าง คือสภาวะที่ทำให้เรา ยืดหยุ่น สงบ สร้างสรรค์
และอื่นๆอีกมากมาย หรือเรียกอีกอย่างวะ สภาวะลื่นไหลนั่นเอง

ทีนี้ เนื้อหาสำคัญในบทนี้คือ การตีแผ่ “สิ่งปนเปื้อน” ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น

ซึ่งการทำความเข้าใจสิ่งปนเปื้อนทางความคิด ต้องเข้าใจก่อนว่า
การที่เราคิด การรับรูประสบการณ์ต่างๆ สมองมันทำงานอย่างไร

การรับรู้ประสบการณ์ต่างๆในชีวิตเรา ล้วนเกิดมาจากความคิดของเราเอง
มันไม่ได้เกิดจากสิ่งเร้าภายนอกเลยแม้แต่น้อย เราสร้างมันเองทั้งนั้น

และปรากฎการณ์แบบนี้ มันจะยิ่งชัดขึ้นในกรณี ที่เราเริ่มวิตกกังวล
กลัว เครียด กับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา

ในหนังสือเล่มนี้ยกตัวอย่างเป็น “การกลัวการขึ้นเครื่องบิน”
ผู้เขียนบอกว่า เพื่อนเขาที่กลัวการขึ้นเครื่องบินนั้น

เขาเกิดความกลัวก่อนที่จะขึ้นเครื่อง ตั้งแต่รู้ว่าต้องขึ้นเครื่องบิน
และจะกลัวยิ่งขึ้น เมื่อเขาใกล้จะต้องขึ้นเครื่องแล้ว

แต่หลังจากขึ้นเครื่องไปได้ 20-30 นาที ความกลัวก็แทยหายไปหมด
ซึ่งมันฟังดูไม่สมเหตุสมผลใช่มั้ยครับ เพราะว่าถ้าเขากลัวการขึ้นเครื่องบินจริง

เขาต้องกลัวแบบสุดขีดตั้งแต่นั่ง ไปจะแลนด์ดิ้งเลยใช่มั้ยครับ
เฉลยคือ สิ่งที่เขารู้สึก ไม่ใช่ความกลัวไม่ใช่การขึ้นเครื่องบินครับ

เขาแค่คิด สิ่งที่น่ากลัวเกี่ยวกับขึ้นเครื่องบินอยู่แค่นั้นเอง
เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับแค่การกลัวเครื่องบินของคนคนนึงนะครับ

มันเกิดขึ้นกับทุกคนที่มีความวิตกกังวล รวมถึงคุณที่อ่านอยู่ด้วย

คนเราชอบคิดถึงความรู้สึก ในเหตุการณ์ต่างๆที่เรายังไม่พบเจอ
หรือกำลังจะพบเจอ ซึ่งมนุษย์เรา มีทักษะการคาดการณ์ความรู้สึกที่แย่มากครับ

เราแทบไม่เคยรู้สึกแบบเดียวกับที่เราเคยสร้างจินตภาพไว้เลย
แบบนี้คือตัวอย่างที่ดีมากของสิ่งปนเปื้อนครับ

หลังจากนี้ เมื่อคุณประสบพบเจอ เหตุการณ์ทำนองนี้ในชีวิต
การรู้เรื่องสิ่งปนเปื้อน มันจะทำให้คุณจับจุดมันได้

ว่าสิ่งที่เกิดกับคุณ คือกระบวนการที่เกิดขึ้นจากภายในสู่ภายนอก
ไม่ใช่ว่ามีสิ่งเร้าอะไรทำให้คุณเกิดความรู้สึกนั้นได้เลย

คุณเป็นคนสร้างประสบการณ์ของมันขึ้นมาด้วยตัวคุณเองทั้งนั้น
แล้วเรื่องนี้มันเกี่ยวกับความกระจ่างยังไง? เราจะปรับใช้ยังไง?

ลองคิดถึงตอนที่เราเป็นทารกครับ ตอนที่เรายังไม่เก่งกาจ
ในการสร้างปราสบการณ์ผ่านความคิดมากนัก

ทำให้เขาไม่ได้มีความคิดที่ปนเปื้อนมากนัก สังเกตว่าเด็กเหล่านั้น
จะมีความยืดหยุ่นทางอารมณ์สูงมาก ถึงแม้จะร้องไห้อยู่
เมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน ก็สามารถยิ้มได้ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เพราะสมองของมนุษย์ พยายามจะดึงตัวเองกลับเขามา
หาความกระข่างอยู่เสมอ เมื่อคุณเริ่มออกนอกลู่นอกทาง

ยิ่งกับทารกที่ไม่มีสิ่งปนเปื้อนแล้วด้วย ปรากฎการณ์นี้
จึงเกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่นาที

ดังนั้น การที่คุณได้รู้แล้ว ว่าการสร้างประสบการณ์มันทำงานยังไง
หรือการที่คุณกลัว เครียด วิตกกังวล มันเกิดขึ้นจากภายในสู่ภายนอก

คุณจะสามารถอยู่เหนือความสิ่งปนเปื้อนเหล่านั้นได้
และร่างกายคุณจะดึงความคิดของคุณสู่ความกระจ่างอีกครั้ง

ผมลองกับตัวเองแล้ว ได้ผลจริงๆนะครับ สามารถกลับมาโฟกัส
กับงานที่อยู่ตรงหน้าได้ทันที หลังจากเริ่มจับไดว่า
เมื่อไหร่ที่สมองผมเริ่มสร้างสิ่งปนเปื้อนแล้ว


บทที่ 7 : ง่ายยิ่งกว่าปลอกส้ม

[คำว่า “ความคิด” ทั้งหมดในบทความนี้ หมายถึง อะไรก็ตามที่สมองคุณสร้างขึ้น
เช่น ประสบการณ์ จินตนาการ เรื่องที่กังวล ความสร้างสรรค์ และอื่นๆอีกมากมาย]

ผมเจอเพื่อนหลายคน และคุยถกเถียงกับเพื่อนมาหลายครั้ง โดยส่วนมาก
ปัญหาที่พวกเขาเจอ จะเป็นปัญหาที่ดูใหญ่มากสำหรับพวกเขา

มันทำให้เขาเครียดและขยับตัวไปไหนได้ยาก และทุกการแลกเปลี่ยนความคิด
มันมักจะลงเอยที่ว่า “การจัดระเบียบความคิดเป็นเรื่อยยาก เพราะในหัวมันรกมาก”

ผมก็เคยคิดแบบนั้นครับ การจัดระเบียบความคิด ยิ่งในตอนที่มีหลายอย่างต้องจัดการ
มันดูเป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ไดเลย เพราะมันยุ่งเหยิงไปหมด

หรือไม่อย่างนั้น มันก็ดูเสียเวลา เอาเวลาที่จะทำอะไรแบบนี้ มันจับต้งไม่ได้
เอาไปทำงานยังจะดูควรค่าแก่เวลามากกว่า ซึ่งมันก็ฟังดูสมเหตุสมผลนะครับ

แต่จริงๆ การจัดระเบียบความคิด มันไม่เหมือนการจัดห้องครับ
ความคิดของสมองเรา มันทำงานอยู่เหนือกฎเกณฑ์ของวัตถุ

อย่างที่เคยกล่าวถึงไปในบทก่อนๆครับ ว่า
“กระบวนการสร้างความคิด ทำงานเหมือนการสร้างความฝัน”

เพราะสมองเราสร้าง และรับรู้สิ่งที่สร้างพร้อมกันอยู่ตลอด
และทันทีที่มันอย่างจะสร้างเรื่องใหม่ มันก็สร้าง แล้วก็จะรับรู้ทันที

ไอเดียคือ ปกติเวลาเราฝัน เวลามันจะเปลี่ยนเรื่องมันก็เปลี่ยนไปแบบทันทีใช่มั้ยครับ
และยิ่งตอนเราตื่น มันก็หายไปเลย เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ความคิดก็กำลังทำงานเช่นเดียวกันครับ มันสร้างและรับรู้พร้อมๆกัน
เวลาคุณคิดเรื่องใหม่ ความคิดก็จะเปลี่ยนรูปร่างไปทันที

และถึงจุดนึง คุณก็จะลืมไปแล้วครับ ว่าก่อนหน้านี้ คุณกำลังคิดอะไรอยู่
แต่อย่าลืมนะครับว่า ความคิดเป็นสิ่งที่คุณยังพอควบคุมได้

ไม่เหมือนความฝัน ที่บางทีคุณไม่อาจควบคุมอะไรในนั้นได้เลย
ความคิดมันยังพอจับได้ หยุดได้ ต่อยอดได้ หรือ เปลี่ยนแปลงมันได้

และการจะระเบียบความคิด ก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่คุณควบคุมได้
และใช่ครับ มันสามารถเปลี่ยนแปลงได้ทันที เหมือนฝันเลยครับ

นอกจากนี้ นักเขียนยังพูดถึงเรื่อง วิธีลบล้างสิ่งปนเปื้อนที่เราคุ้นชิน
เช่น การกินเหล้า การเล่นเกม การ Doom scrolling หรืออื่นๆ

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ทำให้คุณเข้าสู่สภาวะลื่นไหลได้ก็จริง
แต่ไม่ใช่วิธีที่ทำให้สิ่งปนเปื้อนหายไปได้ ในระยะยาว

คุณไม่สามารถเข้าสู๋ความกระจ่างได้ทันทีหากไม่ได้ทำสิ่งเหล่านั้น
มิหนำซ้ำ มันยังผลักดันความเชื่อผิดๆ ว่าความสุข ความสบายใจ

มาจากการเล่นเกม หรือแม้กระทั้ง ความกังวล ความเครียดจะหายไป
เมื่อได้กินเหล้า มันเป็นสิ่งที่มาจาดภายนอกสู่ภายใน ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด

ดังนั้น เมื่อถึงจุดนึง ที่คุณอยากตามหาความกระจ่างอย่างแท้จริง
การลบสิ่งปนเปื้อน ด้วยการเปลี่ยนแนวคิด ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา
เกิดจากภายในสู่ภายนอก มันจะทำให้คุณหนีออกจากสิ่งปนเปื้อนได้จริงๆ

ที่เก็บเกี่ยวมาได้ ก็จะประมาณนี้ครับ บทนี้เป็นบทที่ทำให้ผมรู้สึกว่า
การจัดระเบียบความคิด ไม่ใช่สิ่งที่ยุ่งยาก หรืออะไรเท่าที่คิด
และด้วยเนื้อหาที่ผ่านมาเราก็รู้อยู่แล้วว่าการจัดระเบียบความคิด
และความกระจ่าง สำคัญไฉน เดี๋ยวพรุ่งนี้ เราจะมาคุยกันเรื่อง

“ความเครียด”

น่าจะเป็นเนื้อหาที่น่าสนใจมากๆเลย
ยังไงก็ฝากติดตามการเดินทางของผมด้วยนะครับ


© 2026 Ayya Kanonpung